วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561

การวิเคราะห์สเปคโทรศัพท์มือถือ


Apple iPhone 5 (แอปเปิ้ล iPhone 5)

ข้อมูลเกี่ยวกับ ดีไซน์ และ วัสดุ ที่ใช้บน iPhone 5


สำหรับ iPhone 5 นั้นมีการเปลี่ยนแปลง ทางด้าน ดีไซน์ ในหลายๆส่วน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงของตัวเครื่องที่ดูยาวขึ้น เนื่องจากเปลี่ยนมาใช้หน้าจอแบบ Wide-Screen ขนาด 4 นิ้ว รวมถึงมีการย้ายตำแหน่ง ช่องเสียบหูฟัง และ ปรับเปลี่ยน พอร์ต เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ และชาร์จไฟให้มีขนาดเล็กลงอีกด้วย เราลองมาดูกันครับว่า แต่ละส่วนนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ขนาดหน้าจอ และ Resolution ของ iPhone 5


สำหรับ ขนาดหน้าจอของ iPhone 5 นั้นจะอยู่ที่ 4 นิ้ว ซึ่งในรุ่นก่อนหน้า ทั้ง iPhone 4S และ iPhone 4 จะมีขนาดหน้าจออยู่ที่ ประมาณ 3.5 นิ้ว โดยบน iPhone 5 นั้นจะมีความละเอียดของหน้าจออยู่ที่ 1136x640 พิกเซล แอพพลิเคชั่นหลายตัวจาก Apple ได้มีการปรับปรุง ให้สามารถรองรับกับหน้าจอ 4 นิ้วได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

วัสดุที่ใช้บน iPhone 5


ตัวเครื่อง iPhone 5 นั้นได้มีการออกแบบ ใหม่ โดยใช้วัสดุ Anodized Aluminum แบบเดียวกันกับที่ ด้านหลังของ iPad หรือ ตัวเครื่องของ Macbook นั่นเองครับ โดยให้ความรู้สึกแข็งแรงทนทานมากขึ้นกว่าเดิม


Dock Connector มีขนาดเล็กลง


ท่านใดที่เคยใช้ iPhoneiPod Touch หรือ iPad ก็คงจะคุ้นหน้าคุ้นตา กับสายชาร์จ แบบ 30-Pin เป็นอย่างดี แต่ล่าสุดใน iPhone 5 นั้น ทางแอปเปิ้ลได้มีการเปลี่ยนพอร์ต Dock Connector ให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมมากพอสมควร ซึ่งขนาดจริงๆนั้น เล็กกว่า แบบก่อนหน้าถึง 70% เลยทีเดียว


ย้ายช่องต่อหูฟัง ไปไว้ที่ด้านล่าง


นอกจากนี้ บน iPhone 5 ยังมีการย้าย ช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร จากที่เคยอยู่ด้านบน ใน iPhone 4 และ iPhone 4S ก็ถูกย้ายมาไว้ด้านล่าง ซึ่งด้านบนนั้นก็จะเหลือเพียงปุ่มสำหรับเปิด-ปิดเครื่อง (On/Off) เท่านั้น

ขนาดของตัวเครื่อง



สำหรับ ขนาดของตัวเครื่อง iPhone 5 นั้น จะมีความบางเพียง 7.6 มิลลิเมตร และหนักเพียง 112 กรัม ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ก็ถือว่าบางกว่ากันอยูพอสมควร

เปลี่ยนไปใช้ Nano SIM

หลังจากที่ Apple (แอปเปิ้ล) ได้พยายามบุกเบิก ให้ สมาร์ทโฟน ของตัวเองใช้ microSIM ล่าสุด ทาง Apple (แอปเปิ้ล) ก็พยายามที่จะนำเอา Nano SIM มาใช้ใน iPhone 5 อีกครั้ง ซึ่ง Nano SIM นั้นถือว่ามีขนาดเล็กลงจากเดิมอีกพอสมควร หรือเรียกง่ายๆ ว่า ตัดขอบพลาสติกเดิมที่เหลือจาก microSIM ทิ้งออกไปหมดนั่นเอง

สเปค และ ฮาร์ดแวร์


อีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆ นั่นก็คือ สเปค ของ iPhone 5 นั่นเองครับ ซึ่งสเปค ของ iPhone 5 นั้นถือว่ามีการปรับปรุงจากเดิมอยู่พอสมควร โดยเฉพาะการเปลี่ยนไปใช้ หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor เราลองมาดูกันนะครับว่า สเปคของ iPhone 5 นั้นมีส่วนใดที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง
หน่วยประมวลผล Apple A6 


หลังจากที่ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางแอปเปิ้ลได้ใส่ หน่วยประมวลผล Apple A5X ลงไปใน The New iPad แต่ Apple A5X นั้น ยังคงเป็นหน่วยประมวลผลแบบ Dual-Core เช่นเดียวกันกับบน iPhone 4S แต่ในด้านของหน่วยประมวลผลกราฟฟิคนั้น จะเป็น Quad-Core ซึ่งสำหรับ ใน iPhone 5 นั้น แหล่งข่าวได้คาดการณ์เอาไว้ว่า น่าจะใช้หน่วยประมวลผล Apple A6 ซึ่ง Timcook ได้ Present ว่ามีความเร้วกว่า iPhone 4s ถึง 2 เท่าครับ

หน่วยความจำ RAM 1GB


สำหรับใน iPhone 4S นั้น ทางแอปเปิ้ลได้ใส่ หน่วยความจำ RAM ไว้ที่ 512 MB และปรับเพิ่มเป็น 1 GB บน The new iPad ที่เพิ่งวางจำหน่ายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ว่าแอปเปิ้ล น่าจะใส่ หน่วยความจำขนาด 1 GB ให้กับ iPhone 5ด้วยเช่นกัน

ความละเอียดของกล้องบน iPhone 5



สำหรับ iPhone 5 นั้นยังคงใช้กล้อง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายวีดีโอระดับ 1080p แบบเดียวกันกับที่ใช้บน iPhone 4S ส่วนกล้องด้านหน้านั้น สามารถถ่ายวีดีโอได้ในระดับ HD หรือ 720p นั่นเองครับ

รองรับการถ่ายภาพ แบบ Panorama


สำหรับ บน iPhone 5 นั้น คุณสามารถถ่ายภาพแบบ Panorama ได้จากฟังก์ชั่นของตัวเครื่องโดยตรง ซึ่งความสามารถนี้ จะใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บน iPhone 5 และฟังก์ชั่นนี้ มาพร้อมกับ iOS 6 นั่นเองครับ

รองรับการเชื่อมต่อแบบ 4G LTE


iPhone 5 นั้น รองรับการเชื่อมต่อ แบบ 4G LTE ซึ่งถือเป็นการเชื่อมต่อที่ มีความเร็ว สูงที่สุดในปัจจุบัน แต่ยังมีไม่กี่ประเทศ ที่พร้อมสำหรับการให้บริการ 4G LTE อย่างเต็มรูปแบบ

แบตเตอรี่ มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น



เนื่องจากตัวเครื่องมีขนาดที่ยาวขึ้น จึงทำให้เหลือพื้นที่เพิ่มขึ้น อีกเล็กน้อย ที่จะขยายขนาดของแบตเตอรี่ให้มากขึ้น จึงทำให้ iPhone 5 นั้น มีระยะเวลาการใช้งานแบตเตอร์รี่ ได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิมอีกพอสมควร

ชุดหูฟังแบบใหม่บน iPhone 5


อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือ ชุดหูฟัง ถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ซึ่งจุดเด่นก็คงจะอยู่ที่ ดีไซน์ที่เปลี่ยนไป รวมถึง คุณภาพของเสียงที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากรุ่นก่อน และการออกแบบมาให้เข้ากับ หู ของทุกคน เมื่อใส่จะรู้สึกพอดี ไม่ว่า หูของคุณจะมีขนาดเป็นอย่างไร

ไมโครโฟน 3 ตัว


บนตัวเครื่อง iPhone 5 นั้นมี ไมโครโฟน อยู่บนตัวเครื่องถึง 3 ตัว ช่วยในเรื่องของความคมชัด ของเสียงระหว่างสนทนา และการใช้ Voice Command อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Siri หรือ Dictation อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่น การตัดเสียงรบกวน สำหรับ หูฟังสนทนาอีกด้วย

ระบบปฏิบัติการ และ แอพพลิเคชั่น




สำหรับบน iPhone 5 นั้นจะใช้ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iOS 6 ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ ฟังชั่นต่างๆ รวมไปถึงมีการถอดแอพพลิเคชั่นบางตัวออกไปด้วย เรามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับ iOS 6 กันเลยดีกว่า

ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของ Siri


สิริ (Siri) สามารถใช้่งาน เพิ่มเติมได้อีกหลายภาษา แต่ก็ยังคงไม่มีภาษาไทย นอกจากนี้ สิริ (Siri) เอง ยังได้ถูกเพิ่มความสามารถในการเข้าใจคำสั่งต่างๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การถามรอบหนัง หรือการถามข้อมูล ผลการแข่งขันต่างๆ

แอพพลิเคชั่นใหม่ Apple Map และ ถอด Google Map ออก


สำหรับ Apple Map นั้นจะสามารถใช้ร่วมกับ GPS เพื่อเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับการนำทางแบบ Turn-By-Turn ได้ และยังสามารถดูแผนที่ แบบ 3 มิติ (3D) ได้ด้วย (เฉพาะแผนที่ในบางประเทศ ยังไม่สามารถดูได้อย่างสมบูรณ์ในประเทศไทย)

Facebook บน iOS 6


หลังจากที่ iOS 5 ที่ผ่านมา ทางแอปเปิ้ลได้จับเอา Twitter มาเป็นส่วนหนึ่งของฟังก์ชั่นบน iOS ล่าสุด ทางแอปเปิ้ลก็ได้นำเอา Facebook เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฟังก์ชั่น บน iOS 6 เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยเช่นกัน

แอพพลิเคชั่นใหม่ Passbook


แอพพลิเคชั่นที่จะช่วยอำนวยความสะดวก ในการ เช็คอิน หรือไว้สำหรับสแกน Border Pass หรือชำระเงินตามร้านค้าต่างๆ ที่รองรับ ที่เน้นในส่วนของ การใช้งาน 2D Barcode เพราะคุณสามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้ในที่เดียว

iOS 6 จะไม่มีแอพพลิเคชั่น Youtube


ล่าสุดทาง Apple ได้มีการถอดแอพพลิเคชั่น Youtube ออกเนื่องจากเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องสัญญา ที่หมดลง แต่ผู้ใช้ยังคงสามารถชมวิดีโอ Youtube ผ่านการเข้าด้วย Browser ได้ตามปกติ

ใช้งาน Facetime ผ่านเครือข่าย 3G


หลายๆ คนกำลังรอคอยว่า เมื่อไหร่ ทาง Apple จะเปิดให้ใช้งาน Facetime ผ่าน เครือข่ายโทรศัพท์มือถือได้เสียที และล่าสุด ก็สามารถทำได้แล้วบน iOS 6


และนี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งจาก อีกหลายฟังก์ชั่นที่เพิ่มขึ้นมาใน iOS 6 ซึ่งนอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ไม่เว้นแม้แต่แอพพลิเคชั่น Phone ที่ใช้สำหรับโทรเข้า-ออก กันเลยทีเดียว และนอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงอินเทอร์เฟส เล็กๆ น้อยๆ อีกหลายจุดด้วยเช่นกัน

ราคา iPhone 5 (ราคา ไอโฟน 5)


สำหรับราคาเปิดตัว ของ iPhone 5 นั้น เป็นราคาเดียวกันกับตอนที่เปิดตัว iPhone 4S นั่นเองครับ โดยเมื่อเทียบราคา จากเว็บไซต์ ที่กำลังจะวางจำหน่ายอย่าง ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์ นั้น ราคา โดยประมาณ จะเริ่มต้นที่ 23,000 บาท สำหรับ iPhone 5 ความจุ 16 GB

วันวางจำหน่าย iPhone 5 ในไทย


สำหรับ วันวางจำหน่าย iPhone 5 ในประเทศไทยนั้น ยังไม่มีการระบุอย่างเป็นทางการ โดยในวันที่ 21 กันยายนนั้น จะมีการเปิดวางจำหน่าย ในกลุ่มประเทศแรก นั่นก็คือ อเมริกา,แคนาดา,อังกฤษ,ฝรั่งเศษ,เยอรมัน,ออสเตรเลีย,ญี่ปุ่น,ฮ่องกง และ สิงคโปร์

ตารางเปรียบเทียบ สเปค ระหว่าง iPhone 5 และ iPhone 4S



วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561

บทที่5 โปรแกรมสำเร็จรูป


โปรแกรมสำเร็จรูป
ความหมายของโปรแกรมสำเร็จรูป

โปรแกรม หรือ ซอฟแวร์ หมายถึง ชุดของคำสั่งที่มีการจัดเรียงลำดับได้อย่างถูกต้อง ซึ่งสามารถทำงานและได้ผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้โปรแกรมต้องการ 


นอกจากนี้ โปรแกรมจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. โปรแกรมที่ผู้ใช้เขียนขึ้นเอง (User's Written Program) เป็นโปรแกรมที่ผู้ใช้เขียนสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ตามความต้องการ หรือ ตรงตามวัตถุประสงค์ และเหมาะสมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ โดยใช้เทคนิคและความชำนาญของผู้เขียนโปรแกรมด้วย ภาษาคอมพิวเตอร์ ที่นิยมใช้ เช่น ภาษาเบสิก ภาษาซี เป็นต้น
2. โปรแกรมสำเร็จรูป (Package Program) เป็นโปรแกรมที่มีผู้เขียนได้เขียนไว้เรียบร้อยแล้ว โปรแกรมสำเร็จรูปจะให้ความสะดวกในการใช้งานมาก โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์มากนัก เพียงแต่เรียนรู้วิธีการใช้งาน ซึ่งส่วนมากจะมีคำอธิบายการใช้โปรแกรมมาให้ และในขณะทำงานก็สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตลอดเวลาในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป

โปรแกรมสำเร็จรูป (Package Software) คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมประยุกต์ที่มีผู้จัดทำไว้ เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆ โดยที่ผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนำโปรแกรมไปใช้กับข้อมูลของตนเองได้  แต่จะไม่สามารถทำการดัดแปลงหรือแก้ไขโปรแกรมภายในได้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเองทั้งหมด ซึ่งประหยัดเวลาและแรงงาน เพียงแต่มาเรียนรู้วิธีใช้เท่านั้น บางครั้งจะเรียกซอฟต์แวร์ประเภทนี้ว่า COTS : Commercial off the Shelf  (http://202.143.168.214/uttvc/HardwareUtility/page2_2.html)
          ซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในสำนักงานทั่ว ๆ ไป สร้างโดยบริษัทที่มีความชำนาญในด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะมีการปรับปรุงรุ่น (Version) ของซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอยู่เสมอ โปรแกรมสำเร็จรูปสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้คือ 

1.             โปรแกรมประมวลผลคำ   ใช้สำหรับพิมพ์เอกสารรายงานหรือสร้างตารางแบบต่าง ๆ
2.             โปรแกรมตารางงาน   ใช้สำหรับคำนวณ  สร้างกราฟ  และจัดการด้านฐานข้อมูล
3.             โปรแกรมนำเสนอผลงาน  ใช้ในการนำเสนอผลงานและนำเสนอข้อมูลในรูแปบบสไลด
4.             โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล คือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่ในการจัดการฐานข้อมูล
5.             โปรแกรมเว็บเพจ  ใช้ในการเขียนเว็บเพจเพื่อใช้งานในเว็บไซต์ของอินเทอร์เน็ต
6.             โปรแกรมสื่อสารระยะไกล  ใช้ในการติดต่อสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต
7.             โปรแกรมเขียนแบบ  ใช้ในการออกแบบและเขียนแบบด้านต่าง ๆ เช่น ชิ้นงาน อาคาร
8.             โปรแกรมการฟิกส์  ใช้ในการสร้างและจัดการรูปภาพในคอมพิวเตอร์
9.             โปรแกรมเพื่อความบันเทิง ได้แก่ เกมส์  ภาพยนต์และเสียงเพลงต่าง ๆ   
10.      ฯลฯ


องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วนด้วยกัน คือ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ องค์ประกอบสารสนเทศ

      1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
 หมายถึง สิ่งที่มองเห็นและจับต้องสัมผัสได้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ (Case) เมนบอร์ด (Mainboard) และอุปกรณ์ต่อพ่วงรอบข้าง (Peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แป้นพิมพ์ เม้าส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะไม่สามารถทำงานด้วยตัวเองเดี่ยว ๆ ได้ จะต้องนำมาต่อเชื่อมเพื่อทำงานร่วมกันเป็นระบบที่เรียกว่า "ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)" ที่มีโครงสร้างของระบบจะทำงานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น

      2. ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรม (Program) หรือชุดคำสั่งที่ควบคุมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้อง การ ซึ่งคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานได้ใน ทันที ต้องมีซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานตาม ต้องการได้ โดยโปรแกรมหรือชุดคำสั่งนั้นจะเขียนจากภาษาต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมีโปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์แบบ ต่าง ๆ ขึ้นมา
      ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
            1) ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เป็น ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่จัดการและควบคุม ทรัพยากรต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ และอำนวยความสะดวกด้านเครื่องมือสำหรับการทำงานพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้ใช้เริ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ การทำงานจะเป็นไปตามชุดคำสั่งที่เขียนขึ้น ตลอดจนควบคุมการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
            2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น เพื่อใช้งานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะตามที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น งานด้านการจัดทำเอกสาร การทำบัญชี การจัดเก็บข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนงานด้านอื่น ๆ ตามแต่ผู้ใช้ต้องการ

      3. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information) คือ ข้อมูลต่างๆ ที่เรานำมาให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลคำนวณ หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้มาเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลบุคลากรเกี่ยวกับรายละเอียดประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษาหรือ ประวัติการทำงาน ซึ่งอาจนำมาจำแนกเป็นรายงานต่างๆ เกี่ยวกับบุคลากรในหน่วยงานได้ หรือข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขมาตรๆ ไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลัง ก็ใช้สำหรับคำนวณเป็นปริมาณไฟฟ้า ที่ใช้ในแต่ละเดือน แล้วคิดเป็นเงิน ที่จะต้องชำระให้กับการไฟฟ้าฯ

      4. บุคคลากร (Peopleware) คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่างๆ และผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานนั้นๆ บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์นั้น มีความสำคัญมาก เพราะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ นั้นจะต้องมีการจัดเตรียมเปลี่ยนระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดำเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์มากนัก เราจึงถือว่าบุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ ระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ 
- เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (Operator)
- บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบ (System)
- ผู้จัดการศูนย์ประมวลผลคอมพิวเตอร์ (Electronic Data Processing Manager)
- ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer user) 
      5. กระบวนการทำงาน (Documentation/Procedure) เป็นขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้ ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทำงานกับคอมพิวเตอร์จำเป็นที่จะต้องให้ผู้ใช้เข้าใจขั้นตอนการทำงาน ต้องมีระเบียบปฏิบัติให้เป็นแบบเดียวกัน มีการจัดทำคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ให้ทุกคนเรียนรู้และใช้อ้างอิงได้นอกจาก นั้นเมื่อการใช้มาตรฐาน ช่วยให้การประสานงาน ระหว่างหน่วยงานย่อยๆ ราบรื่น การจัดซื้อจัดหา ตลอดจนการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ก็จะง่ายขึ้นเพราะทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน

บทที่4 ระบบปฏิบัติการ

ระบบปฏิบัติการ (Operating System) 



Picture


  (Operating System) ระบบปฏิบัติการคือ

        ระบบปฏิบัติการเป็นโปรแกรมควบคุมการทำงาน (ควบคุมการRun) ของโปรแกรมประยุกต์  ทำหน้าที่โต้ตอบและเป็นสื่อกลางระหว่างโปรแกรมประยุกต์และฮาร์ดแวร์ (Hardware)ระบบปฏิบัติการ (Operating System :OS) เป็นซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องและอุปกรณ์  ควบคุมและสั่งการให้ Hardware สามารถทำงานได้   เช่น ทำหน้าที่ในการตรวจเช็คอุปกรณ์  Keyboard ขณะเปิดเครื่อง  ถ้าผู้ใช้ลืมเสียบสาย Keyboard ที่ port ด้านหลังของเครื่อง ขณะที่ซอฟต์แวร์ระบบตรวจสอบแล้วไม่พบอุปกรณ์เชื่อมต่อดังกล่าว จะมีข้อความแจ้งเตือนความผิดพลาด  “Keyboard Error”  นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมการทำงานระหว่าง User ในการใช้โปรแกรมประยุกต์ ( Application Software) ของ user กับระบบเครื่องฯ  อำนวยความสะดวกในการใช้งาน  และเพิ่มประสิทธิ์ภาพของระบบ
                 
        
 บทบาทและเป้าหมายของระบบปฏิบัติการ (Goals & Roles of an OS)
•  อำนวยความสะดวก ทำให้ผู้ใช้ (user) ใช้เครื่องฯ ได้ง่าย (Operating System Objectives  Convenience)
ทำให้คอมฯ ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน
•  ใช้งานเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency)  จัดการการใช้ทรัพยากรของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
•  เพิ่มความสามารถเพื่อพัฒนาโปรแกรม  (Ability to evolve) เพื่อรองรับให้ผู้ใช้เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพัฒนาโปรแกรมได้อย่างมี ประสิทธิภาพ, สามารถทดสอบโปรแกรม, และสามารถใช้ฟังก์ชั่นใหม่ ๆ ของระบบ  โดยปราศจากการแทรกแซงของระบบปฏิบัติการในระหว่างการทำงาน

สรุปเป้าหมายและบทบาทของระบบปฏิบัติการ (OS)  สามารถจำแนกได้ 2 เป้าหมายคือ
1. เป้าหมายหลัก ( Primary goal) คือ  การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ให้สามารถใช้ระบบคอมฯ ได้ง่าย และสะดวกที่สุด (convenience for the user)
2. เป้าหมายหมายรอง (Secondary goal)  คือ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ
บางครั้ง 2 เป้าหมายนี้อาจขัดแย้งกัน เช่น  ระบบ OS ที่ชาญฉลาดนั้นระหว่างทำงานระบบจะ
ตรวจจับข้อผิดพลาด (Error) อยู่ตลอดเวลา หากพบข้อผิดพลาดระหว่างการทำงานก็จะมีข้อความแจ้ง (Message) แก่ผู้ใช้  และหากมีข้อความแจ้งบ่อยครั้ง ก็จะกลายเป็นการขัดจังหวะการทำงานทำให้ผู้ใช้ ทำงานได้ไม่สะดวก   ดังนั้นการออกแบบระบบปฏิบัติการ (OS) และการออกแบบสถาปัตยกรรมด้านตัวเครื่องควรมีความสอดคล้อง และหาจุดกลางระหว่างกันโครงสร้างระบบปฏิบัติการ (OPERATING SYSTEM STRUCTURES)ระบบปฏิบัติการเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์  ซึ่ง  OS จะเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานในระดับ Low level ควบคุมและสั่งการเครื่องและอุปกรณ์ได้โดยตรง  สามารถแสดงโครงการการเข้าถึงฮาร์ดแวดร์ ได้ตามรูปด้านล่างนี้





โครงสร้างการเข้าถึงฮาร์ดแวร์
3. อธิบายหลักการทำงานของ Personal computer Systems  และเชื่อมโยงด้วยว่าสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้ อย่างไรบ้าง  ? (CPU, ALU, Control Unit,  Register, Bus, RAM, Input device, Output device)
โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating System)เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถเข้าถึงฮาร์ดแวร์ได้โดยตรง  โดยทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากร  ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์  และทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการควบคุมการสั่งการ ระหว่างโปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utilities)  และโปรแกรมประยุกต์ของผู้ใช้ (Application Programs)ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาด้วยภาษาเครื่องจักร (Machine code)จะสามารถควบคุมและเข้าถึงฮาร์ดแวร์ได้โดยตรง แต่จะขั้นตอนที่ยุ่งยากในการเขียนชุดคำสั่ง
โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utilities)โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utilities)  เป็นโปรแกรมอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการทำงานเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพ แก่ระบบ  เป็นกลุ่มโปรแกรมที่เน้นการจัดการไฟล์ (File)  ควบคุม I/O, อุปกรณ์อื่น  เช่น  การสำรองข้อมูล  การจัดเรียงไฟล์  หรือการเคลียร์ Temporary file โปรแกรมประยุกต์  (Application program)เป็นซอฟต์แวร์ที่อยู่ห่างไกลกับฮาร์ดแวร์ ไม่สามารถเข้าถึงฮาร์ดแวร์ได้โดยตรง จะต้องอาศัย OS เป็น
ตัว กลางในการเชื่อมการทำงาน โปรแกรมประยุกต์จะถูกเขียนขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์ และใช้โปรแกรมภาษาระดับสูงในการพัฒนา  ที่พัฒนาจาก programmer


ระบบปฏิบัติการสนับสนุนการทำงานของระบบในด้านใดบ้าง? (OS Support)
การจัดเตรียมบริการต่าง ๆ  ของ OS ที่มีไว้เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบ  มีดังนี้
การพัฒนาโปรแกรม (Program development)
สนับสนุนเรื่องการพัฒนาโปรแกรม  โดยจัดเตรียมบริการต่าง ๆ ให้ผู้พัฒนานั้นสามารถใช้งาน Editor ได้ง่าย สะดวก และหลากหลาย เช่น มี Editor และ debugger สำหรับช่วยโปรแกรมเมอร์ระหว่างเขียนโปรแกรมและตรวจสอบข้อผิดพลาด (Error) โดยระบบปฏิบัติการจะสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆมากมาย เพื่อช่วยผู้พัฒนาโปรแกรมในการสร้างโปรแกรมประยุกต์ขึ้นมาใช้งาน
•  การประมวลผลโปรแกรม (Program execution)
ช่วยในการทำงานและประมวลผลโปรแกรมประยุกต์  ซึ่งการประมวลผลโปรแกรมหนึ่งๆ นั้นจะมีงานที่เข้ามา เกี่ยวข้องมากมาย คำสั่ง ( instruction ) และข้อมูล ( data ) จะต้องถูกนำเข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก อุปกรณ์ไอโอและแฟ้มข้อมูลที่ต้องการใช้  รวมทั้งทรัพยากรที่จำเป็นอื่นๆจะต้องถูกเตรียมพร้อมใช้งาน ระบบปฏิบัติการจะเป็นผู้ทำงานทั้งหมดนี้ให้โดยอัตโนมัติ
การเข้าถึงอุปกรณ์ไอโอ (Access to I/O devices )การใช้อุปกรณ์ I/O แต่ละชิ้นจะต้องอาศัยชุดคำสั่งหรือสัญญาณควบคุมของตนเอง ระบบปฏิบัติการจะจัดการในรายละเอียดของการทำงานเหล่านี้  ทำให้ผู้พัฒนาโปรแกรมเหลือเพียงการตัดสินใจว่าจะทำการอ่านข้อมูลหรือบันทึก ข้อมูลเหล่านั้น
•  การควบคุมการเข้าถึงแฟ้มข้อมูล (Controlled access to files)เช่น การการเปิดไฟล์  จะมีกระบวนการทำงานหลายขั้นตอน และในอนาคตกรณีของระบบที่ทำงานกับ ระบบปฏิบัติการหลายระบบ (multiuser  OS) จะมีการเตรียมกลไกในการควบคุมการเข้าถึงไฟล์
การควบคุมการใช้งานแฟ้มข้อมูล นอกจากจะต้องเข้าใจลักษณะโดยธรรมชาติของอุปกรณ์ ที่จะนำมาใช้งานแล้ว ยังต้องเข้าใจในรูปแบบของข้อมูลที่เก็บอยู่ในสื่อจัดเก็บ ระบบปฏิบัติการจะทำหน้าที่ในส่วนนี้แทนผู้ใช้ และในกรณีที่ในระบบมีผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อมกันก็จะต้องควบคุมลำดับและวิธี การเข้าถึงแฟ้มข้อมูลสำหรับผู้ใช้ทุกคนด้วย
•  การเข้าถึงระบบ (System access)
การติดต่อระบบ ในกรณีที่เป็นระบบสาธารณะ หรือเป็นระบบที่ใช้งานร่วมกันระบบปฏิบัติการจะควบคุมการติดต่อเข้ากับระบบ คอมพิวเตอร์โดยส่วนรวม และทรัพยากรแต่ละชิ้น ฟังก์ชั่นการติดต่อจะต้องสนับสนุนการป้องกันทรัพยากร และข้อมูลจากผู้ที่ไม่มีสิทธิในการใช้งาน และจะต้องสามารถแก้ปัญหาการแย่งชิงการใช้อุปกรณ์ได้ด้วย  ดังนั้นระบบที่มีการแบ่งปัน ( Share) การเข้าถึงข้อมูลและระบบแบบสาธารณะ (public)   OS จะป้องกัน  (protect) ทรัพยากรจากคนหรืองานที่ไม่ได้รับอนุญาต ตัวอย่างเช่นการป้องกันการเข้าใช้งานเครื่อง Mainframe จำเป็นต้องต้องมีการขออนุญาตเข้าใช้   กำหนดสิทธิ์การใช้งาน   กำหนดการอนุญาตใช้ฮาร์ดแวร์  จะเห็นว่า OS ทำงานมากขึ้นสำหรับคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่อย่าง Mainframe    ถ้าเป็นเครื่อง  PC เราจะขออนุญาตตัวเองในการเข้าใช้งาน
•  การตรวจจับข้อผิดพลาดและตอบกลับ (Error detection and response)
การตรวจหาข้อผิดพลาดในระบบและตอบกลับ   ข้อผิดพลาด (Error)  มีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอยู่
1)ข้อผิดพลาดที่เกิดจากทั้งภายในและภายนอกตัวเครื่อง(Hardwar) เช่น
•  หน่วยความจำผิดพลาด (memory error)
•  อุปกรณ์ผิดพลาด (device failure)
2)ข้อผิดพลาดที่เกิดจากซอฟต์แวร์ (Software)  เช่น
หน่วยคำนวณเต็ม (arithmetic overflow)
• การถูกยับยั้ง  หรือไม่อนุญาตให้เข้าถึงพื้นที่หน่วยความจำ (memory location
การพยายามที่จะเข้าถึงพื้นที่ ที่ไม่อนุญาตในตำแหน่ง ( location) ของหน่วยความจำ ก็จะทำให้เกิดข้อผิดพลาด (error) ขึ้นได้
• โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (OS) ไม่สามารถอนุญาตตามการร้องขอของโปแกรมประยุกต์ได้
Note : ในแต่ละกรณีที่เกิดข้อผิดพลาด   OS มักจะเตรียมการแจ้งกลับ ( response) และพยายามจัดการกับเงื่อนไขของข้อผิดพลาด ( error) ที่เกิดขึ้นและให้มีผลกระทบน้อยที่สุดในการ run program
การตรวจหาข้อผิดพลาดและการตอบสนอง ข้อผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้โดยสาเหตุต่างๆมากมายขณะที่ระบบกำลังทำงาน ในความผิดพลาดแต่ละกรณีที่เกิดขึ้น ระบบปฏิบัติการจะต้องตอบสนองโดยทำให้เกิดผลกระทบต่อโปรแกรมที่กำลังประมวลผล อยู่ในระดับต่ำที่สุด การตอบสนองโดยทั่วไปได้แก่ การหยุดการทำงานของโปรแกรมนั้น การพยายามทำคำสั่งนั้นใหม่ เป็นต้น
การจัดทำบัญชี (Accounting)
เก็บรวบรวมสถิติการใช้งานระบบ (collect statistics)
– ตรวจวัดประสิทธิภาพการใช้งานระบบ  (monitor performance) เช่น เวลาในการตอบสนอง
– เพื่อเป็นข่าวสารที่จะใช้เป็นประโยชน์ในการยกระดับการทำงานให้สูงขึ้นในอนาคต(used to anticipate future enhancements)
– ใช้สำหรับออกรายชื่อผู้ใช้  (used for billing users)
บัญชีผู้ใช้ ระบบปฏิบัติการที่ดีจะรวบรวมข้อมูลสถิติการใช้งานของทรัพยากรต่างๆ และตรวจสอบตัวกำหนดค่าประสิทธิภาพเช่น ระยะเวลาการตอบสนอง ในระบบใดๆ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการคาดเดาการขยายขีดความสามารถของระบบใน อนาคต และในการปรับตัวกำหนดค่าทั้งหลายเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในระบบที่มีผู้ใช้หลายคน ข้อมูลนี้สามารถนำมาใช้ในทางบัญชี เช่น การเรียกเก็บค่าบริการได้

            ระบบปฏิบัติการในฐานะผู้บริหารทรัพยากร (The Operating System as Resource Manager)
ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ และการประมวลผลข้อมูลและการควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ระบบปฏิบัติการมีความรับผิดชอบในการบริหารทรัพยากรต่างๆเหล่านี้
อาจมีข้อสงสัยว่า ระบบปฏิบัติการเป็นตัวควบคุมการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ และการประมวลผลข้อมูลหรือไม่ ในมุมมองหนึ่งอาจตอบว่าใช่ เนื่องจากระบบปฏิบัติการจะต้องควบคุมหน้าที่การทำงานพื้นฐานในการบริหาร ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามการควบคุมนี้เป็นการกระทำในทางอ้อม โดยปกติผู้คนมักจะคิดว่ากลไกในการควบคุมเป็นองค์ประกอบภายนอกของสิ่งที่ถูก ควบคุม หรือย่างน้อยที่สุดก็เป็นอะไรบางอย่างที่มีตัวตนและเป็นส่วนที่แยกออกจาก สิ่งที่ถูกควบคุม
       จากรูป แสดงให้เห็นว่าระบบปฏิบัติการคือผู้บริหารทรัพยากร ส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการซึ่งได้แก่ส่วนที่เรียกว่า เคอร์นอล(kernel) และนิวเคลียส( nucleus) จะถูกเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำส่วนที่เหลือจะถูกใช้ในการเก็บโปรแกรมและข้อมูลอื่นๆของผู้ใช้ การจัดสรรทรัพยากร(ในกรณีนี้คือหน่วยความจำ) ให้แก่โปรแกรมต่างๆรวมทั้งโปรแกรมระบบปฏิบัติการ จะถูกควบคุมร่วมกันระหว่างระบบปฏิบัติการกับฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่บริหาร หน่วยความจำ ระบบปฏิบัติการจะทำการตัดสินใจว่า จะมอบอุปกรณ์ไอโอตัวใดให้แก่โปรแกรมใดที่กำลังประมวลผลอยู่ รวมทั้งการควบคุมการเข้าถึงและเรียกใช้งานแฟ้มข้อมูล ตัวโปรเซสเซอร์เองก็จัดว่าเป็นทรัพยากรชนิดหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของระบบปฏิบัติการที่จะต้องกำหนดระยะเวลาการใช้งาน โปรเซสเซอร์ในการประมวลผลโปรแกรมผู้ใช้


ภาพรวมอื่นของระบบปฏิบัติการ (Other views of the OS)
• OS  ทำหน้าที่เป็นผู้จัดสรรทรัพยากรภายในระบบ (resource allocator)
– ดูและและจัดสรรให้ใช้ทรัพยากร อันได้แก่  ฮาร์ดแวร์ (hardware),ซอฟต์แวร์ (Software) และข้อมูล (data) ในระหว่างการทำงานภายในระบบได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง
จัดเตรียมสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ระหว่างที่โปรแกรมมีการทำงาน
• OS  ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของโปรแกรม (control program)
– ควบคุมการประมวลผล (execution) ของโปรแกรมและป้องกันโปรแกรมผู้ใช้จากข้อผิดพลาดและการใช้งานโปรแกรมที่ไม่เหมาะสมในระบบ
– ต้องควบคุมการทำงานและการจัดสรรอุปกรณ์ ไอโอ (I/O devices)


การประมวลผลข้อมูลของคอมพิวเตอร์
โครงสร้างด้านการประมวลของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย
Input — > Process — > Output
แสดงดังภาพตัวอย่างข้าล่างนี้
  จากรูป อธิบายขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล  ได้ดังนี้
1.  Input : User ทำการ Input data เข้าสู่ระบบ   โดยอาศัยอุปกรณ์ Input device
2.  Process : เครื่องเริ่มทำการประมวลผล  โดยข้อมูลที่ User  Input เข้ามาจะส่งไปเก็บใน
หน่วย ความจำหลัก (Memory :RAM)  จากนั้น Control  Unit จะควบคุมการไหลของข้อมูลผ่านระบบ Bus system จาก  RAM  ไปยัง  CPU และ ALU   เพื่อให้ทำงานตามคำสั่งระหว่างการประมวลผล  Register จะคอยเก็บชุดคำสั่งขณะที่ load ข้อมูลอยู่  และ Cacheจะ คอยดักชุดคำสั่งที่ CPU เรียกใช้บ่อย ๆ  และคอยจัดเตรียมข้อมูลหรือชุดคำสั่งเหล่านั้นเพื่อเอื้อให้ CPU ประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งการประมวลผลของเครื่องนี้จะทำงานตามรอบสัญญาณนาฬิกาของเครื่อง (Machine cycle)
Note:
Machine cycle  หมายถึง  เวลาที่ใช้ในการประมวลผลชุดคำสั่งของเครื่องต่อรอบสัญญาณ นาฬิกา              เป็นเวลาที่ร้องขอการทำงาน เช่น การเรียก (Load) ข้อมูลการประมวลผล (Execute)  และการจัดเก็บข้อมูล  ซึ่งใน Machine cycle  จะประกอบด้วย 2 ช่วงจังหวะการทำงาน ได้แก่
1. Instruction time ( I-time)  หมายถึง  ช่วงเวลาที่   Control unit รับคำสั่ง (Fetch)จาก memory และนำคำสั่งนั้นใส่ลงไปใน register    จากนั้น Control unit จะทำการถอดรหัสชุดคำสั่งและพิจารณาที่อยู่ของข้อมูลที่ต้องการ
2. Execution time  หมายถึง   ช่วงเวลาที่  Control unit จะย้ายข้อมูลจาก  memory ไปยัง registers  และส่งข้อมูลให้    ALU จะทำงานตามคำสั่งนั้น    เมื่อ ALU ทำงานเสร็จ  Control unit จะเก็บผลลัพธ์ไว้ใน memory   ก่อนส่งไปแสดงผลที่ Monitor หรือ Printer
3. Output : หลังจาก CPU ประมวลผลเสร็จ Control  Unit จะควบคุมการไหลของข้อมูลผ่านBus  system เพื่อส่งมอบ (Transfer)  ข้อมูลจาก CPU  มายังหน่วยความจำ  จากนั้นส่งข้อมูลออกไปแสดงผลที่ Output device (หากคุณใช้ card เพิ่มความเร็วในการแสดงผลของจอภาพ ก็จะส่งผลต่อความเร็วของระบบได้เช่นกัน) ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูล (Data)  เรียกว่า   ข่าวสารหรือสารสนเทศ (Information)
4. Storage : หน่วยจัดเก็บข้อมูล ซึ่งหมายถึงสื่อจัดเก็บสำรอง เช่น Harddisk,  Disk หรือ CDทำ งาน 2 ลักษณะ คือ  การ Load ข้อมูลเพื่อนำไปประมวลผล: ถ้าข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ใน Harddisk แล้วคุณต้องการ  Load  ข้อมูลขึ้นมาแก้ไขหรือประมวลผล ข้อมูลที่ถูก Load และนำไปเก็บในหน่วยความจำ (Memory: RAM) จากนั้นส่งไปให้ CPUการเก็บข้อมูลเมื่อประมวลผลเสร็จ: เมื่อ CPU ประมวลผลข้อมูลเสร็จ ข้อมูลนั้นจะถูกเก็บอยู่ใน
   หน่วย ความจำ (Memory: RAM) แต่ RAM จะเก็บข้อมูลเพียงชั่วขณะที่เปิดเครื่อง (Power On)  เมื่อไรที่คุณปิดเครื่อง โดยที่ยังไม่สั่งบันทึกข้อมูล (Save)   ข้อมูลก็จะหาย (Loss)   ดังนั้นหาก User  ต้องการจัดเก็บข้อมูลเพื่อไว้งานในครั้งต่อไปจะต้องสั่งบันทึก โดยใช้คำสั่ง Save File  ข้อมูลก็จะถูกนำไปเก็บในสื่อจัดเก็บสำรอง ได้แก่  Disk,  Harddisk, CD  หรือ  Thumb Drive แล้วแต่ว่าคุณจะเลือก Save ไว้ในสื่อชนิดใด


โครงสร้างระบบคอมพิวเตอร์ (Computer system structures)
ภาพรวมโครงสร้างระบบคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบโดยรวม 4 ส่วน ที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบ ดังนี้
1.  Processor  คือ หน่วยประมวลผล (CPU) ซึ่งเป็นหน่วยในการประมวลผลและควบคุมการทำงาน
2.  Main Memory : หน่วยความจำหลัก เป็นหน่วยความจำจริง(real memory)  หรือหน่วยความจำหลัก
(primary memory)  เก็บข้อมูลแบบชั่วคราวลบเลือนได้
3. I/O modules : อุปกรณ์ไอโอ  เป็นหน่วยในการนำเข้าและแสดงผลข้อมูล  เช่น
อุปกรณ์หน่วยความจำสำรอง (secondary memory devices): เป็นอุปกรณ์สำหรับ
หน่วยความจำประเภทที่ 2 เช่น Disk หรือ  Harddisk หรืออาจจะเป็น File อย่างหนึ่ง  พวก File พิเศษ
อุปกรณ์สื่อสาร (communications equipment ) : อุปกรณ์ในการสื่อสาร หรือส่งสัญญาณข้อมูลระหว่างเครื่อง
4.  System bus  : ระบบบัส คือ ช่องทางการขนส่งข้อมูล จะทำหน้าที่ในการเชื่อมข้อ Processor, Main Memory และ I/O modules เข้าด้วยกัน

จากรูปจะเห็นว่ามี Main bus เชื่อมต่อทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน





บทที่7 สเปคคอมพิวเตอร์

สเปคคอมพิวเตอร์ หากอยากจัดสเปกเองเป็น สิ่งที่ต้องมีก่อนคือ  “ ความต้องการ ”  ถามตัวเราก่อนว่าเราอยากได้คอมฯ แบบไหน ใช้แค่พิมพ์งานเอกสาร ...